ช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้หลบฉากจากความเครียดในสภา  รู้สึกว่าสุขภาพจิตดีขึ้น 
สัปดาห์ที่แล้วไปร่วมงานกับหัวหน้าอภิสิทธิ์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
มีนักศึกษาถามว่า เป็นส.ส. ทำอะไรบ้าง? เงินเดือนที่ได้รับสูงไปไหม? ต้องเป็น
คนฐานะดีเท่านั้นหรือถึงจะเป็นส.ส.ได้ ? เป็นคำถามที่ดีมาก โดนใจผู้ถูกถามจริงๆ
เพราะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจสมัยก่อนที่มาเป็นส.ส. เสียเอง  

 










คำตอบ  ขึ้นอยู่ว่า จะเป็นส.ส. แบบไหน ถ้าอยากเป็นเพื่อให้
ดูดีมีบารมี..เวลาคนอื่นเรียกว่าท่าน...ก็คงไม่ต้องทำอะไรมาก
ผลงานในพื้นที่-ในสภาไม่คิดจะสร้าง......... เงินเดือนๆละแสนนิดๆ
ก็คงจะมากเกินไป แต่ต้องเป็นคนฐานะดีหรือไม่ก็มีผู้สนับสนุน
ที่กระเป๋าหนัก เพราะต้องเลี้ยงดูหัวคะแนนและต้องเตรียมเงินไว้ซื้อเสียง   

แต่ถ้าหากเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยจริงๆ ก็คงต้องเหนื่อยโข 
ไหนจะต้องเข้าถึงประชาชน-ไปงานบวช-งานศพ-งานแต่ง-งานวันเกิด 
จัดกิจกรรมบริการให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ต้องศึกษาปัญหาในภาพรวม
ที่เป็นปัญหาระดับชาติ (จะเป็นประเด็นใด ก็แล้วแต่ความถนัดและสนใจ) 
ทุกเดือนก็ต้องบอกตรงๆว่าใช้เกินกว่าที่ได้รับพอสมควร
ดังนั้นคนที่จะมาเป็นส.ส. แม้ไม่ต้องรวยขนาดมหาเศรษฐีแต่ก็ควรจะ
เป็นผู้ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพที่รายจ่ายสูงกว่าเงินเดือนที่รับ

เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนในเขตบางพลัด
ช่วง 10-12 โมง  ร้อนดีแท้ (พี่ใหญ่ในทีมเป็นผู้วางแผน โหดมาก) 
ชาวบ้านถามว่ามาทำไม?  จะเลือกตั้งอีกแล้วเหรอ? (คงจะงง เพราะ
ไม่เคยเจอส.ส. ช่วงไม่ใช่เวลาเลือกตั้ง) ส่วนมากจะกล่าวขอบคุณ
ที่มาเยี่ยมเยียน บ้างก็เข้ามาคุยด้วย ร้องทุกข์ก็มี เข้ามากอดก็มี
คนที่เป็นแฟนพันธมิตรจะเล่าบรรยากาศที่ราชดำเนินให้ฟัง

ที่ไม่ต้อนรับก็เจอ  บอกว่าไม่ต้องมาการเมืองที่นี่...
ที่นี่ไม่ต้อนรับ(ทำไมดุจัง!!) ไม่ต้องใส่รองเท้าเข้ามาในร้านผม
(ก็ใครจะไปรู้ว่าห้ามใส่รองเท้าเข้าร้านขายของชำ)  ที่แย่ไปกว่านั้น
มีอยู่บ้านหนึ่ง เดินออกมาตะโกนว่าออกไป! ออกไป! รำคาญ!.......

ยังงงๆว่าไล่ใคร  เพราะตรงนั้นมีสุนัขจรจัดอยู่สองตัว 
ตัดสินใจไม่ถูกควรจะสรุปว่าไล่คนหรือหมากันแน่???????



โกรธไหม กับสิ่งที่เจอ  ไม่โกรธ แล้ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! 
มีรักก็ต้องมีเกลียด ของคู่กัน  แต่ไม่ต้องเท่ากันจะดีกว่า
ขอแบบว่า เกลียดน้อยหน่อย รักมากหน่อย (ขอมากไปไหมเนี่ยะ)

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่แค่งานในเขตพื้นที่เลือกตั้งเท่านั้นที่ต้องดูแล
ครั้งที่ไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้รับทราบข้อมูลมากมาย
ว่าปัญหานั้นมันต้องแยกเป็นหลายส่วน ความรุนแรงจากผู้ก่อการร้าย 
เรื่องชาติพันธุ์และวัฒนธรรม  ปัญหาความยากจน ทั้งสามเรื่องหลักนี้
เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน และจะใช้การทหารเพื่อสร้างความสงบ
อย่างเดียวไม่ได้   ต้องมองด้านการพัฒนาในระยะยาวด้วย
นั่นคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่นั่นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ไม่อดอยาก ได้รับการศึกษาที่ดี
(จะได้ไม่ถูกหลอกให้ไปติดยาเสพติด)
มีงานทำ อย่าให้เขาต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมคนมุสลิมที่มาเลเซีย
มีชีวิตและสวัสดิการที่ดีกว่า เพราะเมื่อไรที่มีความยากจน
เชิงเปรียบเทียบเกิดขึ้น ความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมก็จะมากขึ้น
และความแตกแยกในผืนแผ่นดินก็จะตามมา 

นอกจากนั้น การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีมาลายูก็สำคัญ
ของๆใครๆก็รักและเคารพ พื้นที่ตรงนั้นมีวัฒนธรรม มีชาติพันธุ์อันเก่าแก่
ที่ควรได้รับการรักษาและส่งเสริม   ไม่ใช่รอวันให้ลบเลือน............ 
เพราะแท้จริงแล้ว  ไม่ว่าจะไทยจีน ไทยพุทธ  ไทยคริสต์ ไทยมุสลิม 
ก็คือคนไทย เราควรภาคภูมิใจในความหลากหลาย  
ความหลากหลายคือความสวยงาม   ไม่ใช่ความแตกแยก   

จากที่ได้ติดตามเรื่องภาคใต้ แล้วหันมาพิจารณาการบริหารงานของรัฐบาล
รวมถึงการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน  รู้สึกเป็นห่วงคนที่นั่น  และเสียดาย
ภาษีของประชาชนจริงๆ

ศุกร์ที่ผ่านมา ไปสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ถามถึงความเป็นไปได้
ที่จะส่งเสริมการลงทุนที่สามจังหวัด..............คำตอบไม่อยากพูดถึง ............
แต่คิดในใจว่าก็ผู้บริหารยังไม่ไป แล้วนักลงทุนที่ไหนจะไป............... 
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ทุกๆอย่างต้องดีขึ้นได้ถ้ารู้จริงและตั้งใจจริงๆๆๆๆๆๆๆๆ














นั่งอยู่ซ้ายสุด  เป็นเลขานุการและผู้ประสานงาน
(มีส.ส.หญิงก็ดีอย่างนี้แหละ ผู้ชายไม่ชอบทำงานเอกสาร
)

……………..

เรื่องเขาพระวิหาร เป็นเพราะเราฉลาดน้อยกว่ากัมพูชา  
เรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเพราะเราหรือใคร?????????????????????  
ทั้งสองเรื่องยังไม่จบ เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ส.ส. และประชาชน ต้องช่วยกัน
เราไม่สามารถอยู่อย่างเพิกเฉยต่อไป  ประเทศไทยไม่ใช่แค่
เรื่องของเขตแดนแผนที่ขวานทอง ต้องรวมถึงอำนาจอธิปไตยและความร่มเย็นด้วย



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เรื่องปราสาทพระวิหาร เราคิดว่ารัฐบาลไทย"แกล้งโง่"มากกว่าที่จะใช้คำว่า"ฉลาดน้อย"กว่ากัมพูชา

โดยภาคการเมืองที่เป็นฝ่ายนโยบายมาบีบ ขรก.ประจำฝ่ายปฏิบัติให้ต้องทำตาม ถ้ายิ่งเป็นขรก.พวก"ได้ครับพี่ ดีครับผม" ก็ยิ่งง่าย

จะบอกว่ารัฐบาลไทยกลายเป็นเหยื่อหรือตกหลุมในเกมการเมืองของ"ฮุนเซน"ที่พยายามสร้างคะแนนนิยมจากชาวกัมพูชาในช่วงการเลือกตั้งเพื่อให้ตัวเองได้อยู๋ในอำนาจต่อไป ด้วยลูกไม้ตื้นๆ คือ การปลุกกระแสรักชาติ ก็น่าจะได้ ประเทศไทยที่ดูๆน่าจะฉลาด มีวิทยาการกว้างไกลกว่าเขา พลั้งพลาดอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้น

และเราคิดว่าคนไทยเองก็น่าจะไปดูหรือศึกษาซะหน่อยว่าจริงๆแล้ว คนกัมพูชามองหรือมีทัศนคติต่อไทยอย่างไร เพราะเท่าที่รู้ เขามีการปลุกฝังความคิดกันผ่านเรื่องเล่าตำนาน ให้เห็นว่าคนไทยไม่ดีอย่างไร เช่น เป็นคนเจ้าเล่ห์ เชื่อไม่ได้ เป็นพวกที่มาฉกฉวยวิทยาการต่างๆจากกัมพูชาออกไป ทำให้เขาไม่เจริญอย่างที่ควรจะเป็น ฯลฯ

ลองไปหาดูนิทานของกัมพูชาเรื่อง"พระแก้ว-พระโค" ก็จะพอเข้าใจตรงนี้


แต่รวมๆแล้ว น่าจะเป็นปัญหาการตีความมาตั้งแต่อดีต และที่สำคัญมีเรื่อง"การเมือง"เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก..มากจนเกินเหตุ ไม่ว่าจะฝ่ายไหน จนทำให้ประชาชนไม่รู้เรื่องจริงๆว่าเป็นยังไงกันแน่embarrassed เลยถูกปั่นหัวซะน่าเป็นห่วงมากๆ


ส่วนเรื่องโดนชาวบ้านตะโกนไล่อะ ก็ดีแล้วครับที่คุณ(พยายาม)ไม่โกรธ เพราะคนเราต่างจิตต่างใจ และบางคนอาจจะเจอประสบการณ์ที่ไม่ดีจากนักการเมืองแย่ๆบางคน เลยฝังใจว่านักการเมืองคนอื่นๆก็เลวร้ายไม่ต่างกัน หรือมีแนวคิดการเมืองฝักฝ่ายอีกพรรค ซึ่งก็ยากที่จะทำให้หันมาเขารักเราได้

เวลาไปเยี่ยมเยียนขอการสนับสนุนจากชาวบ้าน ก็ลองอ้อนแบบว่า"ขอให้รักน้อยๆ แต่รักนานๆนะจ๊ะ" เผื่อจะได้ผลครับ อิๆ big smile


เชื่อเถอะครับว่าความพยายามและความตั้งใจดีในการทำหน้าที่ของพี่จะเกิดผลดีกลับมาแน่นอน

...(หวังว่า)ไม่นานเกินรอนะคร้าบบบบ confused smile

#1 By Shooter No.9 (202.176.93.5) on 2008-07-16 22:50

อ่านจากที่อาจารย์เล่า แล้วรู้สึกเหนื่อยแทนอาจารย์เลยค่ะ แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้อาจารย์เสมอนะคะ สู้ๆค่ะ^^
Take care of your health naka..
big smile

#2 By Fern (125.26.40.119) on 2008-07-18 14:04

นอกเรื่องนิดนิงนะครับ อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายทวงคืน ปตท จะเป็นไปได้มั้ย อิๆquestion

#3 By ทอม on 2008-07-28 12:01